วัดพระประโทณเจดีย์

ุวัดพระประโทณเจดีย์ ตั้งอยู่ริมถนนเพชรเกษมฝั่งเหนือ ตำบลพระประโทณ อำเภอเมือง
จังหวัดนครปฐม มีเนื้อที่ 74 ไร่ 6 งาน 88 ตารางวา อยู่ห่างจากองค์พระปฐมเจดีย์ไปทาง
ตะวันออกประมาณ 4 กิโลเมตร พระประโทณเจดีย์เป็นโบราณสถานที่ใหญ่โต ยังปรากฏซากเนินใหญ่อยู่กลางวัด และมีผู้สร้างปรางค์ซ้อนขึ้นบนยอดเนินรอบ ๆ
เป็นปรางค์มีบันไดขึ้นไปยังองค์ปรางค์ ซึ่งสูงจากพื้นดินประมาณ 20 เมตร รอบเจดีย์มีต้นพิกุลใหญ่ปลูกห่างกันเป็นระยะร่มรื่นมาก เมื่อขึ้นไปบนเจดีย์
จะสามารถชมจังหวัดนครปฐมได้โดยรอบ ขณะนี้บริเวณวัดพระประโทณ
ได้เปลี่ยนแปลงจากเดิมมาก เมื่อมีถนนเพชรเกษมตัดผ่าน
ทำให้ที่ดินของวัดถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งอยู่ทางใต้ของถนน
เป็นย่านการค้าและอุตสาหกรรม ส่วนฝั่งที่ตั้งของวัด ก็ได้เป็นสถานที่
ราชการส่วนหนึ่ง คือ ที่ตั้งโรงเรียนวัดพระประโทณ
ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนครปฐม ใกล้วิทยาลัยเทคนิคไปทาง
ด้านตะวันออก มีเจดีย์เก่าแก่เจดีย์หนึ่ง เรียกว่า เจดีย์จุลประโทณ
ปรักหักพังแต่ยังเหลือซากให้เห็นจนทุกวันนี้ประวัติของวัดพระประโทณเจดีย์นี้
ตามตำนานเล่าสืบกันมาว่า ตำบลประโทณ เป็นที่อยู่ของพรามหณ์ตระกูลหนึ่ง
เรียกว่า "โทณพราหมณ์"เข้าใจว่าพราหมณ์ตระกูลนี้มาจากอินเดียมาทำการค้าขาย
ในสุวรรณภูมิแล้วตั้งรกรากอยู่ที่นี่ พราหมณ์ตระกูลนี้ได้นำ "ทะนานทอง"
ที่ใช้ดวงพระบรมสารีริกธาตุมาด้วย ได้สร้างเรือนหินเป็นที่เก็บรักษาทะนานทอง
และยังมีเรือนหินอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ริมถนนเพชรเกษมทางด้าน
ทิศเหนือกิโลเมตรที่ 53 - 54 เป็นโบราณสถานที่มีซากปรักหักพัง
มีกองอิฐขนาดใหญ่เป็นเนินสูงกว่าระดับ 2 - 3 วา



เมื่อสมัยรัชกาลที่6ได้มาสร้างตำหนักส่วนราชฤดีที่ใกล้วัดพระประโทณได
้ขนอิฐหักเศษปูนมาถมทำถนน ที่ตัดจากนครปฐมไปสู่ตำหนักวัดพระประโทณ
เป็นจำนวนมาก ตามตำนานเล่าว่าเมื่อพ.ศ.1133 ท้าวศรีสิทธิชัยพรหมเทพ
ผู้สร้างเมืองนครชัยศรีได้ขอทะนานทองจากพราหมณ์ตระกูลนี้เพื่อจะส่งไป
แลกเปลี่ยนกับพระบรมสารีริกธาตุ จากพระเจ้าแผ่นดินลังกา จำนวนหนึ่งทะนาน
แต่ได้รับการปฏิเสธ เพราะถือเป็นของสูงศักดิ์สิทธิ์ที่เหลืออยู่อย่างเดียว
ที่บรรพบุรุษนำข้ามทะเลมาจากอินเดีย ท้าวศรีสิทธิชัยได้ทำสัญญากับทาง
ลังกาไปแล้ว และต้องการพระบรมสารีริกธาตุมา จึงยกรี้พลไปแย่งเอา
ทะนานทองมาจนได้ และส่งไปลังกาเพื่อแลกพระบรมสารีริกธาตุตามสัญญา
หลังจากนั้น ท้าวศรีสิทธิชัยได้สร้างพระปฐมไสยาสน์องค์หนึ่ง ใหญ่ยาวมหึมา
หรือจะเป็นพระปฐมเจดีย์ไม่แน่ชัด แล้วนำพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้
เมื่อพุทธศักราชล่วงได้ 1199 พรรษา พระเจ้ากะวรรณดิศราชเจ้าเมืองละโว้
ได้ก่อพระเจดีย์ล้อมเรือนศิลาที่บรรจุทะนานทองแล้ว ให้นามว่า พระประโทณเจดีย
เจดีย์องค์นี้สูง 50 เมตร ฐานสี่เหลี่ยมกว้างด้านละ 60 เมตร ก่อเพิ่มเติม
สมัยรัชกาลที่ 4 ต่อมาเกือบ 100 ปีมานี้ องค์สถูปเจดีย์ชำรุดทรุดโทรมลง
หลวงกรมการ (พ่วง) และนางวัง กรรมการ (พริ้ง)สุวรรณรัตน์ได้สร้างยอด
และทะนานจำลองขึ้นที่กรุงเทพฯส่วนพระเขี้ยวแก้วนั้นสร้างจำลอง
และอัญเชิญมาจากลังกาครั้งพระเจ้าปฤษฏางค์ เสด็จไปราชการที่เมืองลังกา
ท่านทั้งสองรักใคร่กับพระองค์มากจึงขอพระเขี้ยวแก้วมาให้


ขณะนี้ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถพระประโทณเจดีย์เป็นของคู่มากับ
องค์พระปฐมเจดีย์จากหลักฐานเอกสาร เรื่องพระประโทณเจดีย์
เมื่อวันที่24กุมภาพันธ์2513หม่อมเจ้าสุภัทรดิสดิศกุลทรงบรรยายให้คณะโบราณคดี
ว่าได้ ค้นพบศิลปทวารวดีที่เมืองนครปฐมเป็นอันมากซึ่งแสดงถึงการได้รับอิทธิพล
มาจากศิลปอินเดียแบบคุปตะ และหลังคุปตะแต่ตัวเมืองถึงค้นไม่พบ
ต่อเมื่อมีการศึกษาจากภาพถ่ายทางอากาศก็สันนิษฐานว่าเมืองโบราณ
ที่นครปฐมนั้นตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของพระปฐมเจดีย์
ในปัจจุบันคือตั้งอยู่บริเวณพระประโทณเจดีย์นี่เองมีเจดีย์
พระประโทณเป็นศูนย์กลางส่วนพระปฐมเจดีย์นั้นอยู่นอกเมืองเพราะ
เป็นศาสนาสถานซึ่งต้องการความสงบเงียบ
ท่านกล่าวว่าที่ว่าเมืองสมัยทวารวดีซึ่งนครปฐมอยู่ตรงนี้นั้นเพราะได้ค้นพบ
ร่องรอยมีคูล้อมรอบตัวเมืองรูปไข่ ทุกวันนี้โบราณสถานแห่งนี้มีนักท่องเที่ยว
และนักศึกษามาชมเสมอทุกปีจะมีงานนมัสการพร้อมๆ กับงานนมัสการพระประเจดีย์
เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันและคณะกรรมการวัดได้พยายามปรับปรุงปฏิสังขรณ์
ตกแต่งบริเวณวัดด้วยต้นไม้ถนนหนทางดูสะอาดตาเป็นระเบียบยิ่งขึ้น
เพราะเล็งเห็นความสำคัญอันจะนำมาซึ่งความสุขทางใจแก่ประชาชน
ที่อาศัยอยู่ในจังหวัดนครปฐมอย่างยิ่ง



 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วามสงบเงียบ
ท่านกล่าวว่าที่ว่าเมืองสมัยทวารวดีซึ่งนครปฐมอยู่ตรงนี้นั้นเพราะได้ค้นพบ
ร่องรอยมีคูล้อมรอบตัวเมืองรูปไข่ ทุกวันนี้โบราณสถานแห่งนี้มีนักท่องเที่ยว
และนักศึกษามาชมเสมอทุกปีจะมีงานนมัสการพร้อมๆ กับงานนมัสการพระประเจดีย์
เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันและคณะกรรมการวัดได้พยายามปรับปรุงปฏิสังขรณ์
ตกแต่งบริเวณวัดด้วยต้นไม้ถนนหนทางดูสะอาดตาเป็นระเบียบยิ่งขึ้น
เพราะเล็งเห็นความสำคัญอันจะนำมาซึ่งความสุขทางใจแก่ประชาชน