วัดพระเมรุ

บริเวณทุ่งพระเมรุในอดีตน่าจะเคยเป็นสถานที่สำหรับออกงานพระบรมศพของกษัตริย์เจ้าเมืองทวารวดี
เมื่อพันกว่าปีล่วงมาแล้ว ปัจจุบันเหลือแต่ซากเจดีย์เป็นกองอิฐขนาดใหญ่ ฐานกว้าง
ด้านละ 70 เมตร มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นปกคลุม กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนไว้เป็นโบราณสถานภายในพื้นที่ 5 ไร่ บริเวณข้างเคียงเป็นที่ดินของเอกชนและถนนเพชรเกษม อยู่ห่างจากองค์พระปฐมเจดีย์ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ 1 กิโลเมตร เมื่อ พ.ศ. 2482 ทางราชการได้ทำการขุดค้นสำรวจจึงทราบว่า ราว พ.ศ. 1,200 เจดีย์ที่ทุ่งพระเมรุ แรกสร้างเป็นเจดีย์ฐานกลม มีพระพุทธรูปแบบทวารวดีทำด้วยหินปูน ท่าประทับนั่งห้อยพระบาท สูง 370 เซนติเมตร จำนวน 4 องค์ ประดิษฐานไว้ที่ฐานเจดีย์ทั้ง 4 ทิศ ตัวองค์เจดีย์เป็นทรงระฆังคว่ำยอดแหลม ระยะต่อมาได้มีการเสริมฐานให้เป็นสี่เหลี่ยมย่อมุม และทำทางเข้าเป็นมุขยื่นออกไปทั้ง 4 ทิศ มีผนัง และหลังคาคลุมพระพุทธรูปองค์เดิมให้สูงใหญ่ขึ้นเป็นคล้ายวิหาร ภายในเป็นที่ว่างสำหรับเดินเวียนรอบกระทำทักษิณาวัตรพระพุทธรูปดังกล่าวได้ ตัวเจดีย์เหนือหลังคาวิหารเป็นเจดีย์ย่อมุมทรงวิหารปราสาท มีเจดีย์ขนาดเล็กเป็นบริวารล้อมรอบทุกๆชั้นแบบศิลปะสมัยศรีวิชัย ซึ่งเป็นความนิยมของพุทธศาสนาฝ่ายมหายานขณะนั้นในราวพุทธศตวรรษที่ 14 ซึ่งมีรายละเอียด
ดังต่อไปนี้


ภาพแผนผังฐานของเจดีย์วัดพระเมรุแสดงให้เห็นฐานเดิมและการขยายฐานออกไป


เจดีย์พระเมรุรูปร่างครั้งสุดท้ายที่พุกามเอาแบบอย่างไปก็น่าจะเป็นลักษณะดังภาพที่จินตนาการไว้นี้


อานันทเจดีย์ ทุ่งพระเมรุ จังหวัดนครปฐม จินตนาการแบบโดย ผศ.นุกูล ชมภูนิช


ภาพอานันทเจดีย์ที่ทุ่งพระเมรุ (ด้านวิว)

หลักฐานสำคัญ ของเจดีย์องค์นี้ที่น่าภูมิใจ คือ พระพุทธรูปสลักด้วยหินปูนสีขาว 4 องค์ ประดิษฐานอยู่ทั้ง 4 ทิศ ของเจดีย์องค์เก่า ปัจจุบันประดิษฐานในที่ต่างๆ ดังนี้
- ในโบสถ์พระปฐมเจดีย์ 1 องค์
- ที่ลานบันไดทางทิศใต้องค์พระปฐมเจดีย์ 1 องค์
- ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ กรุงเทพฯ 1 องค์
- ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ อยุธยา 1 องค์


พระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาท สูง 375 เซนติเมตร

พระพุทธรูปทั้งหมดนี้ เป็นพระพุทธรูปประทับนั่งบนบัลลังก์ ท่านั่งห้อยพระบาท ปางประทานธรรม (หรือปฐมเทศนา) ทรวดทรงสมส่วนสง่างาม พระพักตร์บ่งบอกชัดว่าน่าจะเป็นชนพื้นถิ่นในสมัยนั้น (ละว้า - นเจดีย์ฐานกลม มีพระพุทธรูปแบบทวารวดีทำด้วยหินปูน ท่าประทับนั่งห้อยพระบาท สูง 370 เซนติเมตร จำนวน 4 องค์ ประดิษฐานไว้ที่ฐานเจดีย์ทั้ง 4 ทิศ ตัวองค์เจดีย์เป็นทรงระฆังคว่ำยอดแหลม ระยะต่อมาได้มีการเสริมฐานให้เป็นสี่เหลี่ยมย่อมุม และทำทางเข้าเป็นมุขยื่นออกไปทั้ง 4 ทิศ มีผนัง และหลังคาคลุมพระพุทธรูปองค์เดิมให้สูงใหญ่ขึ้นเป็นคล้ายวิหาร ภายในเป็นที่ว่างสำหรับเดินเวียนรอบกระทำทักษิณาวัตรพระพุทธรูปดังกล่าวได้ ตัวเจดีย์เหนือหลังคาวิหารเป็นเจดีย์ย่อมุมทรงวิหารปราสาท มีเจดีย์ขนาดเล็กเป็นบริวารล้อมรอบทุกๆชั้นแบบศิลปะสมัยศรีวิชัย ซึ่งเป็นความนิยมของพุทธศาสนาฝ่ายมหายานขณะนั้นในราวพุทธศตวรรษที่ 14 ซึ่งมีรายละเอียด
ดังต่อไปนี้


ภาพแผนผังฐานของเจดีย์วัดพระเมรุแสดงให้เห็นฐานเดิมและการขยายฐานออกไป


เจดีย์พระเมรุรูปร่างครั้งสุดท้ายที่พุกามเอาแบบอย่างไปก็น่าจะเป็นลักษณะดังภาพที่จินตนาการไว้นี้


มอญ) แต่สภาพแรกพบนั้น แต่ละองค์ย่อยยับแตกหักเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย อยู่คนละที่คนละทาง บางชิ้นอยู่ที่ร้านขายของเก่า กรุงเทพฯ ฯลฯ
กรมศิลปากรพยายามรวบรวมแล้วบูรณะให้เต็มองค์ ดังที่เห็นในปัจจุบัน แต่ละองค์มีขนาดใหญ่กว่าพระพุทธรูป
สลักหินองค์อื่นๆในบริเวณนี้ทั้งหมด จึงนับได้ว่า พระเมรุเจดีย์องค์นี้ น่าจะมีความสำคัญมาก และงดงามกว่าองค์ใดๆเสียอีก
ด้วยเหตุนี้ ศูนย์วัฒนธรรมอำเภอเมืองนครปฐม มหาวิทยาลัยคริสเตียน จึงเขียนภาพเจดีย์วัดพระเมรุจินตนาการ
ย้อนอดีตขึ้น เพื่อเชิญชวนให้ชาวนครปฐมระลึกถึงความเรืองรองของสังคมชาวพุทธในครั้งกระนั้น เทียบกับสมัยปัจจุบัน


โบราณสถานและศิลปกรรมใน จ.นครปฐม
วั ด พ ร ะ เ ม ร ุ


ภาพแผนผังฐานของเจดีย์วัดพระเมรุแสดงให้เห็นฐานเดิมและการขยายฐานออกไป


เจดีย์พระเมรุรูปร่างครั้งสุดท้ายที่พุกามเอาแบบอย่างไปก็น่าจะเป็นลักษณะดังภาพที่จินตนาการไว้นี้


flash/swflash.cab#version=5,0,0,0" width="240" height="51">

โบราณสถานและศิลปกรรมใน จ.นครปฐม
3px; height:30px; z-index:4">
วั ด พ ร ะ เ ม ร ุ


ภาพแผนผังฐานของเจดีย์วัดพระเมรุแสดงให้เห็นฐานเดิมและการขยายฐานออกไป


เจดีย์พระเมรุรูปร่างครั้งสุดท้ายที่พุกามเอาแบบอย่างไปก็น่าจะเป็นลักษณะดังภาพที่จินตนาการไว้นี้