การคำนวณผลประกอบการ
        บัญชีต้องการความถูกต้อง  โดยมุ่งเน้นที่การไม่กระทำผิดกฎเกณฑ์ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ที่ปราศจากสิ่งที่เรียกว่า   “ความลำเอียง”
แฝงอยู่  รวมเรียกหลักเกณฑ์นี้ว่า “แม่บทการบัญชี : Accounting Framework”  ซึ่งกำหนดขึ้นโดยคณะกรรมการมาตรฐาน
การบัญชีของสมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย     มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่  25  กุมภาพันธ์  2542  เพื่อให้นักบัญชีได้ใช้เป็นมาตรฐานหรือหลักปฏิบัติทางการบัญชี       และมิได้มีเพียงหลักเกณฑ์เดียวเท่านั้นที่จะนำไปใช้ได้         แต่ยังมีหลักเกณฑ์อื่นที่นักบัญชีสามารถเลือกสรรนำไปใช้โดยคำนึงถึงความถูกต้องและความต้องการของเจ้าของกิจการซึ่ง
เป็นปัจจัยที่สำคัญในการทำธุรกิจ     และเมื่อเลือกหลักเกณฑ์ใดแล้วก็ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์นั้นตลอดไป   ตราบใดที่เรา
ยังปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่เราเลือกนี้ต่อไป    มันก็จะยังคงเป็นสิ่งที่ถูกต้องอยู่เสมอ   เช่น   เมื่อเราหรือเจ้าของกิจการต้องการทราบว่าผลประกอบการที่ผ่านมาเป็นอย่างไร   หลักเกณฑ์ที่นำมาใช้อธิบายก็คือ  หลักการเปรียบเทียบรายได้กับค่าใช้จ่าย : Matching principle”  มีสาระสำคัญดังต่อไปนี้        
     1.การนำ  ยอดขาย  ไปหักกับ  ต้นทุนขาย  ค่าแตกต่างที่ได้จากการเปรียบเทียบนี้จะเรียกว่า  กำไรขั้นต้น
     2.เมื่อนำ  กำไรขั้นต้นจาก 1. หักด้วย  ค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหาร ค่าคงเหลือเรียกว่า กำไรจากการดำเนินงาน
     3.หากมี   รายได้อื่น ๆ  หรือ  ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ นอกเหนือจากการดำเนินงานอีก   เช่น   ดอกเบี้ยรับ   เงินปันผลรับ 
ดอกเบี้ยจ่าย   ก็สามารถนำมาบวกเข้าไปหรือลบออก จาก 2.  ค่าที่ได้เรียกว่า   กำไรสุทธิก่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล   
หรือ  ขาดทุนสุทธิ (กรณีค่าใช้จ่ายสูงกว่ารายได้)
     4.เมื่อนำ   กำไรสุทธิก่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล  จาก 3.  ไปหัก   ภาษีเงินได้นิติบุคคล   แล้วส่วนที่เหลือจะเรียกว่า 
กำไรสุทธิหลังภาษีเงินได้นิติบุคคล  หรือเรียกสั้น ๆ ว่า   กำไรสุทธิประจำงวด  แสดงผลการดำเนินงานสุดท้าย
ของงวดปีนั้น ๆ ซึ่งแสดงถึงความสามารถทางการบริหารที่แท้จริงของกิจการและเป็นปัจจัยในการตัดสินใจทางการ
บริหารธุรกิจ ต่อไปนั่นเอง

โดย : ธัญลักษณ์  อรุณรัศมีเรือง